แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลาบเหนือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลาบเหนือ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บริโภคศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องลาบ ภาค 4

กิจกรรมของบ่าวแผ่ว...
เอาล่ะครับ กินลาบกันหนำใจหรือยัง ถ้ายัง...ผมจะพาลงน้ำล่ะนะ...ไปจับปลามาลาบกันเถอะครับ วิ๊ววววว...(วิ่งไปใส่กุงเกงว่ายน้ำ ตีนมนุษย์กบ ใส่แว่นตาว่ายน้ำและสน็อกเกอร์ คว้าผ้าขาวม้าผืนโปรดมาคาดเอว สะพายตะข้อง และแบกแหหลังเบ้อเร่อ...เดินดุ่ยๆไปที่ริมแม่น้ำปิง...นึกภาพดูแล้ว มันเข้ากันได้ด้วยดียังไงก็ไม่รู้เนอะ...)

สมัยที่ผมเป็นบ่าวแผ่ว (บ่าวแผ่ว แปลว่า หนุ่มน้อย) กิจกรรมอย่างหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะกับบ่าวแผ่วคนไหน คือการติดสอยห้อยตามพวกหนุ่มๆรุ่นพี่ ไปยิงนกตกปลาครับ และกิจกรรมดังกล่าว ส่วนใหญ่จะไปทางน้ำมากกว่า นอกจากการจับปลาแบบปกติที่คนทั่วๆไป รู้จักกันอย่าง ตกเบ็ด หอดแห ดักไซแล้ว ก็มีวิธีการที่ท้าทายความสามัคคีของกลุ่ม อย่างเช่น
ล้อมโข่

"โข่" หมายถึง ที่รก เช่น "ป่าโข่" หมายถึง "ป่ารกที่มีวัชพืชและเศษตอไม้ต้นไม้สุมกันอยูเยอะๆ" ในที่นี้ "โข่" ก็หมายถึงกองเศษไม้ที่ลอยมาตามน้ำ แล้วติดอยู่กับหินหรือไม้ใต้น้ำ ทำให้กิ่งไม้ เศษสวะที่ลอยมาสมทบ ติดแหงกอยู่ สะสมจนเป็นกองขนาดใหญ่ และพวกปลาต่างๆ จะมาอาศัยหลบภัยครับ พวกหนุ่มรุ่นพี่ก็จะออกสำรวจกันก่อน ว่าจุดไหนที่มี "โข่" และน้ำไม่ลึกเกินไป ส่วนมากจะเลือกเอากองโข่ที่อยู่ในน้ำลึกไม่เกินลิ้นปี่ครับ โธ่...ลึกกว่านี้คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากลอยคอไปมาล่ะสิ...เมื่อกำหนดที่หมายได้แล้ว ก็จะนัดรวมกลุ่มกัน 5-7 คน อาจมีพวกผู้ใหญ่ไปด้วย โดยใช้อุปกรณ์ที่ทำจากไม้ไผ่ ตัดยาวประมาณ150-200 เซนติเมตร เหลาแบนๆ หรือกลมๆเพื่อลบเสี้ยน นำมาสานกันเป็นแผงยาวประมาณ 3-4 เมตร "โข่" หนึ่ง อาจใช้ถึง 5-7 แผง (ตามจำนวนคนพอดีเลย...แบกคนละแผง...)ก่อนจะล้อม ต้องหาไม้อันยาวๆหน่อย ไล่ตีน้ำรอบๆโข่ เพื่อให้พวกปลาตกใจ มุดเข้าไปอยู่ในโข่กัน...จากนั้นก็ลงมือล้อมครับ เมื่อล้อมเสร็จ ก็จะช่วยกันรื้อโข่ออกทิ้งไปด้านนอกล้อมจนหมด ทีนีก็ถึงเวลาจับปลาล่ะครับ จะใช้แห ใช้สุ่ม หรือสวิง ตาข่าย ก็ตามแต่จะเตรียมกันมา...
ล้อมแคว

แม่น้ำในบางช่วง จะมีดินตะกอนสะสม จนกลายเป็นเกาะกลางแม่น้ำ และมักจะมีด้านหนึ่งของเกาะ มีน้ำที่ตื้นเขินไม่เกินหัวเข่า และกว้างไม่มากนัก โดยมากมักเป็นด้านที่ติดกับฝั่งครับ พวกหนุ่มรุ่นพี่อีกเช่นกัน ที่จะเป็นผู้ออกหาโลเคชั่น เมื่อได้ที่เหมาะๆ เราก็จะแบกแผงไม้ไผ่อันเดิม อันเดียวกับที่ใช้ล้อมโข่นั่นแหละ จะต่างกันก็ตรงที่ เราจะเอามากั้นหัวกั้นท้ายของทางน้ำเท่านั้น หลังจากนั้น ก็เช่นเคยครับ ทั้งแห ทั้งสุ่ม ทั้งสวิง บางที่ที่ปลาชุกชุม เอามีดพร้าพันเอาก็ยังอุตส่าห์ได้กินอีกแน่ะ...อ้อ...ลืมบอกไป กิจกรรมนี้ มักจะทำกันกลางคืนครับ ประมาณละครหลังข่าวจบนั่นแหละ จึงค่อยส่องตะเกียงเจ้าพายุออกมากัน ทำกลางวันไม่ได้ครับ ชาวบ้านมาเห็น แล้วจะเดือดร้อน หาว่าเราไปปิดกั้นทางน้ำของเขาซะงั้น...
หะบวก

การหะบวกก็คือการวิดน้ำออกจากแอ่ง ที่คิดว่ามีปลาอาศัยอยู่ จนน้ำแห้งขอด กิจกรรมนี้มักทำกันใน แอ่งน้ำข้างห้วย หรือหนองน้ำที่ไม่ลึกนัก วิธีการนี้มักทำกันช่วงหน้าแล้ง เพราะน้ำน้อย ไม่เหนื่อยแรงมาก พอวิดน้ำออกหมดแล้ว ก็ถึงเวลาจับปลาครับ ช่วงนี้ แต่ละคน แทบจะจำกันไม่ได้เพราะเลอะโคลนกันอย่างทั่วหน้าทั่วตา...โดยใช้วิธีงมไปในโคลนครับ ปลาจะหนีมุดลงไปในโคลนต้องคุ้ยโคลน ให้ปลาหลุดขึ้นมา แล้วตะครุบเอาครับ...กิจกรรมทั้งสามอย่างนี้ จะต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจกันเป็นอย่างดี ของทุกคนในกลุ่มครับ
เมื่อได้ปลามาแล้ว ก็จะเอามาแบ่งเป็นส่วนๆ เท่าๆกัน ตามจำนวนคน แต่มันทำให้เท่ากันยากชะมัด เพราะบางทีได้ปลาใหญ่ไม่กี่ตัว พวกลูกกระจ๊อกอย่างผมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน จึงได้ส่วนแบ่งเป็นปลาเล็กปลาน้อยอยู่บ่อยๆ ส่วนปลาใหญ่ พวกรุ่นพี่จะให้เหตุผลในการริบของกลางกับพวกผมว่า "ข้าก่อบ่อดั้ยเอา ไปยะหยังตางใด จะเอาไปลาบกิ๋นตวยกั๋นหมดนี่แหละ...สูเขาเป๋นละอ่อน ยะลาบยังบ่าจ้างเตื้อ...กำเดียวอ้ายจะยะหื้อกิ๋น..." ครับ...เป็นเหตุผลที่ดีมากเลยอ๊ะ... เรามาดูกันครับว่า แต่ละครั้งที่ล้อมโข่ ล้อมแคว และหะบวกเนี่ยะ เรามักจะได้ปลาอะไรกันบ้าง เริ่ม แรกสุดครับ
ปลาดุก

ตัวโตๆ มักจะได้จากการล้อมโข่ครับ ส่วนตัวเล็กๆ ถึงขนาดกลาง มักจะจับได้เยอะเมื่อหะบวก ปลาชนิด นี้ก็ทนทานมากๆ ปลาอะไรจะทนแล้งได้เป็นปีๆขนาดนั้น ในหน้าแล้ง มันก็จะมุดโคลน และทำฟองเมือกหุ้มตัวเอาไว้ นอนจำศีลอยู่ใต้ดิน รอฤดูน้ำหลากถัดไป และเวลาจับก็ต้องระวังมาก เพราะถ้าโดนเงี่ยงของมันยักเข้าให้ ล่ะก็ จะปวดมากเลยทีเดียว...ปลาดุกมักจะถูกนำไปปรุงเป็นก้อยครับ อืยส์...แต่ก็มีบ้างที่เอามาทำลาบ โดยเลาะเอาแต่เนื้อมาสับๆๆๆๆ รวมกับผักไผ่ หรือตะไคร้ก็ได้ครับ ดับคาว แล้วจึงนำไปเข้าเครื่องลาบ

ปลาหลิม

หรือปลาช่อน ปลาชนิดนี้ สามารถจับได้ทั้งจากการหะบวก ล้อมโข่ และล้อมแควครับ นิสัยของมันจะชอบขิ้นมาลอยตัวนิ่งๆ ริมตลิ่งน้ำตื้นๆ หรือชายฝั่งเพื่อดักกินเหยื่อ ถ้าเราล้อมแคว ก็มักจะจับได้ด้วยสุ่มครับ พวกที่อยู่ในแม่น้ำ มักจะตัวโตกว่าพวกอยู่ในหนอง แต่บางทีพวกหลิมตัวโต ก็เข้าไปติดแหงกอยู่ในบวกในหนองได้เหมือนกันนะ...ปลาหลิมไม่นิยมนำมาทำลาบครับ จะไปทางต้มส้มเสียมากกว่า แต่ถ้าจะลองทำลาบปลาหลิมล่ะก็ ขอดเกล็ดเลยครับ เก็บเกล็ดไว้นะ ผ่าท้องเอาพุงมันออกมา ตัดหัวตัดหางลอกหนัง ไม่ต้องทิ้งนะครับ ทั้งหัวทั้งหาง ทั้งเกล็ดและหนังเนี่ยะ จากนั้นก็เลาะเอาเนื้ออกมาให้หมด เหลือแต่ก้าง เก็บไว้ด้วยตามเคย เอาเนื้อปลามาสับรวมกับตะไคร้ และผักไผ่จนเนียนเลยครับ แล้วจึง นำไปเข้าเครื่องพริกลาบต่อไป ส่วนหัว หาง ก้าง และพุง เอามาทำต้มส้มไว้ซดน้ำครับ ส่วนเกล็ดปลาเอามาทอดให้กรอบๆเลยเชียว ใช้โรยหน้าลาบได้ครับ
ปลาสร้อยและปลาขาว

ปลาเกล็ดทั้งสองชนิดนี้ มีชุกชุมในแหล่งที่น้ำไหลเอื่อยๆครับ จึงมักจะจับได้จากการล้อมโข่ ล้อมแคว ตัวก็ไม่ใหญ่นักหนอกครับ ปลาขาวตัวใหญ่ที่สุด ที่ผมเคยจับได้ในแม่น้ำ ก็ตัวประมาณฝ่ามือครับ...ส่วน ปลาสร้อย ตัวจะเล็กและเพรียวกว่าปลาขาว นิยมนำมาลาบกันมากในสมัยที่มีชุกชุ่มในแม่น้ำปิงครับ วิธีการก็คือ ขอดเกล็ด ตัดหัว ตัดครีบ ตัดหาง ผ่าท้องเอาเครื่องในออกให้หมด ล้างจนสะอาด หมดลื่นแล้ว จึงค่อยนำมาสับทั้งก้างครับ
ปลาหลาด-ปลาแหลด

หรือภาษากลางเรียกว่าปลากระทิงนั่นเองครับ ปลาหลาด คือปลากระทิงลาย ซึ่งลายของมันสวยงามมาก ทีเดียว ส่วนปลาแหลด ก็น่าจะเป็นปลาหลดนั่นแหละ หน้าตาคล้ายกัน ต่างกันที่ส่วนหางครับ ตัวปลาแหลดมันจะเล็กกว่าปลาหลาด และไม่มีลวดลายอะไรพิศดารครับ ปลาพวกนี้ชอบอาศัยอย่างในโข่ที่มีน้ำไหลผ่านครับ ล้อมโข่ทีไร ก็มักจะได้ปลาหลาดติดมาด้วย แต่ก็แค่ตัวหรือสองตัวเท่านั้นครับ ไม่นิยมนำมาทำลาบหรอกนะ...แต่ผมว่า ปลาชนิดนี้มีเนื้อเยอะดี จะลองเอามาลาบดูสักครั้ง น่าจะอร่อยดี แต่ก็ยังหาตัวมันไม่เจอ ในแม่น้ำธรรมชาติหายากแล้วครับ
ปลาตอง

หรือปลากราย ปลาชนิดนี้ก็ชอบอยู่ในโข่ที่มีน้ำไหล บางครั้งจับได้เป็นสิบตัว จากการล้อมโข่ครับเพราะมันคงจะอยู่กันเป็นฝูงกระมังเนอะ...ปลาตองนิยมนำมาลาบเช่นกันครับ แต่ไม่นิยมการต้ม เพราะก้างเล็กก้างน้อยเยอะเหลือเกิ๊นนนนนนน...การทำลาบปลาตองนั้น ถ้าเป็นปลาตัวเล็ก ก็จะสับกันทั้งก้างล่ะครับ ส่วนพวกตัวบึ้มเว่อร์ ใช้คมมีดค่อยๆขูดเนื้อออกมา สับรวมกับมะเขือแจ้เผา(มะเขือเหลือง) ควักเมล็ดออกสัก 5 ลูก สับจนเหนียวนั่นแหละครับ ค่อยเอามายำลาบ
ปลาเพี๊ย
หรือปลากา (ใช่ไหมหว่า...)สุดยอดของลาบปลา ผมคงต้องยกนิ้วให้ปลาเพี๊ยครับ ปลาชนิดนี้หน้าตาก็อย่างที่เห็นในรูปนี่ล่ะครับ เป็นปลาเกล็ดน้ำจืด ปลาเพี๊ยแม่น้ำในธรรมชาติ ตัวจะไม่ใหญ่มากนัก อย่างมากก็เล็กกว่ามือนิดหน่อยครับ เป็นปลาชนิดที่เป็นมังสวิรัสครับ มันกินอาหารจำพวกสาหร่ายต่างๆ และตะไคร่น้ำเป็นอาหาร นำมาทำเป็นอาหารได้หลายอย่างครับ แต่ที่นิยมที่สุดก็คือ ลาบ นี่แหละ ถ้าล้อมโข่ล้อมแควแล้วจับได้ปลา เพี๊ยสัก 5-6 ตัวล่ะก็ เตรียมกระเพาะไว้รอได้เลยครับ มันจะกลายเป็นราชาแห่งลาบปลาเลยทีเดียว...ภูมิใจนำเสนอครับ อันนี้เพื่อนชาวน่านของผม ฝากฝีมือการปรุงลาบปลาเพี๊ยไว้ ประทับใจไม่ลืมเลือนเลยครับ...
ลาบปลาเพี๊ย

ปลาเพี๊ย 5 ตัวขึ้นไป แล้วแต่จะจับได้ครับ เอามาขอดเกล็ดออกให้หมด ตัดหัวตัดหาง ลอกเอาหนังออก ผ่าเอาเครื่องในมาใส่ถ้วยไว้ครับ ห้ามทิ้งเด็ดขาดเลยเชียว นั่นแหละของเด็ดครับ เก็บไว้ก่อน ทั้งหัวปลา หนังปลา และหางเถิดหนา...
มะแขว่น 1 ช้อนโต๊ะเอาคั่วไฟให้หอมก่อนครับ
พริกดำ 2-3 ช้อนโต๊ะ แต่ว่า ลาบปลาต้องเผ็ดๆครับ ถ้าพริกดำของเรายังไม่เผ็ดพอ ก็เอา
พริกขี้หนูแห้ง สัก 20 เม็ด คั่วไฟให้กรอบ แล้วนำมาโขลกรวมกับพริกดำครับ
ข่า 10 แว่น แบ่งมาสัก 5 แว่น คั่วไฟให้เกรียมเลยครับ
ตะไคร้ 3 ต้น
กระเทียม 2 หัว แกะกลีบแล้วคั่วให้เกรียมเลยทีเดียว
หอมแดง 10 หัว แบ่งมาคั่วไฟให้เกรียมเช่นเดียวกัน
เกลือป่น ปริมาณตามที่ปรุงแล้วอร่อยนะครับ บอกเป็นช้อนแน่นอนไม่ได้ร๊อก ต้องค่อยๆเติมไปชิมไปจนได้รสชาดพอดีนั่นแล...
ผักไผ่
ต้นหอม
ผักชี

วิธีทำ
เริ่มจาก เอาปลาเพี๊ยที่ทำความสะอาดเสร็จแล้วมาสับครับ สับทั้งก้างนั่นแล สับให้ละเอียดยิบ อย่าให้ เหลือชิ้นก้างไว้ตำคอเลยเชียว ระหว่างสับ ใส่ผักไผ่ลงไปสับด้วสักสามต้น สับไปเรื่อยๆจนเนื้อปลา เหนียวครับ และต้องให้แน่ใจด้วยนะว่า ก้างถูกสับจนไม่เป็นชิ้นแล้ว...ม่ายงั้น ก้างตำคอเอาตายเลยนะ...เสร็จแล้วใส่ถ้วยไว้ครับ
คราวนี้มาเตรียมพริกลาบกันครับ เราจะโขลกพริกดำ รวมกับพริกแห้งคั่ว (หากต้องการเพิ่มความเผ็ด) มะแข่วนคั่ว กระเทียม หอมแดง และข่าทีคั่วเสร็จแล้ว รวมเข้าด้วยกัน เนียนๆ ละเอียดๆ จนเป็นเนื้อเดียวครับ เสร็จและ เครื่องพริกลาบ...
ตั้งหม้อใส่น้ำสักหนึ่งชามแกง บนไฟกลาง ใส่ข่า 5 แว่น และทุบตะไคร้ หั่นเป็นท่อนๆใส่ลงไปหนึ่งต้น บุบหอมแดง 5 หัวใส่ลงไปด้วยครับ รอให้เดือด แล้วเราก็จะเอาเครื่องในปลาเพี๊ย รวมทังหัวและหางปลาใส่ลงไปครับ เคี่ยวสักพักจนหัวปลาสุกดีแล้ว เราก็จะปรุงรสด้วยเกลือป่นครับ ชิมดู...อืมย์...ขมอมหวาน ทั้งเค็มทั้งมัน กลมกล่อมดีแท้ ได้ที่แล้วก็ดับไฟได้ครับ
มายำลาบกันเถอะ
ตักน้ำต้นขี้ปลามาใส่ชามผสมสัก 1 ทัพพี เอาเครื่องพริกลาบลงใส่ คนให้ละลาย ปรุงรสด้วยเกลือป่น ให้ออกเค็มนิดๆ ค่อยๆใส่ทีละน้อยนะครับ อย่าลืมว่า ในน้ำต้มขี้ปลา เราก็ปรุงรสด้วยเกลือไว้แล้ว...ชิมรสได้อย่างใจแล้ว ก็เอาเนื้อปลาสับลงคลุกเลยครับ คลุกให้เนียน คลุกนานๆหน่อย เพื่อความแน่ใจว่า เนื้อปลาจะเข้าพริกเข้าเกลือดี...แล้วจึงซอยผักไผ่ ต้นหอม ผักชีใส่ลงไปคลุกอีกที โรยระเบิดซะหน่อย พริกขี้หนูสดไงครับ ระเบิดระเบ้อในปาก คร่อดดดดดเผ็ดสสสสสส...ตอนที่เพื่อนผมมันทำให้กิน กรรมวิธเสร็จลงเพียงเท่านี้ครับ เพราะเรากินกันแบบดิบๆน่ะสิ ซดน้ำต้มขี้ปลาด้วย สวดยวดดดดด...แต่หลังๆมา ลองมาทำเอง เกิดไม่กล้ากินดิบซะงั้น จึงเอาไปคั่วกับน้ำมันให้สุกก่อน ปลอดภัยชัวร์...โรยกระเทียมเจียวด้วย ยิ่งหอม อร่อยไปกันใหญ่เลยครับพี่น้องงงงงง...อ้อ...เวลาเสิร์ฟ อย่าลืมผักกับลาบด้วยเลยเชียว ก็มันของคู่กันนี่ครับ
นอกจากนี้ก็ยังมีปลานิล ปลาทับทิม ปลาตะเพียน ก็สามารถนำมาลาบได้เช่นกันครับ ปลาทับทิม กับปลานิล หาได้ง่ายในคลาดสดครับ ส่วนปลาตะเพียน ไม่ค่อยมีวางขาย เพราะมันไปกลายเป็นปลาส้มกันซะเยอะ

เยอะเนอะ...นี่ก็ภาค 4 แล้วเนี่ยะ...พบกันใหม่ในภาคต่อไปครับ

มีความสุขกันเยอะๆนะครับ
Mr.Ken

บริโภคศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องลาบ ภาค 3

ลาบกับกีฬาคนเมือง
ผ่านไปแล้วกับลาบวัว และลาบหมู กินลาบสัตว์ใหญ่มาแล้ว ลองเปลี่ยนบรรยากาศมากินลาบสัตว์เล็กดูบ้างเป็นไรครับ ลองลาบไก่ กันดูบ้าง...ดีไหมครับ ดีเนอะ...ครับผม(อ้ายบร้า...)

ลาบไก่ โดยปกติแล้ว จะใช้สำหรับงานเลี้ยงเล็กๆ ในหมู่ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง มากกว่าที่จะเลี้ยงในงานใหญ่ๆอย่างขึ้นบ้านใหม่หรืองานศพครับ เพราะขั้นตอนในการปรุง ค่อนข้างจะยุ่งยาก ต้องใช้เวลา และไก่หนึ่งตัว ยังได้ปริมาณลาบไม่มากนัก ไม่พอสำหรับงานเลี้ยงใหญ่แน่นอนครับ

บางครั้ง ไก่ที่นำมาลาบนั้น จะมาจากสนามกีฬาไก่ครับ (แต่ผมว่ามันไม่น่าเรียกว่ากีฬาเลย น่าจะเรียกสนามทรมานไก่มากกว่านะ) หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า บ่อนไก่นั่นเองครับ ผู้ชายชาวล้านนาแต่โบราณมา นอกจากจะชอบกินลาบแล้ว ยังชอบเลี้ยงไก่ชนเป็นที่สุด เลี้ยงกันแบบเอาใจใส่ปานลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเลยทีเดียว ประคบประหงมกันชนิดที่ว่า ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ขนาดลูกเมียยังไม่รักเท่าไก่ปู๊เขียวตัวนี้เลย ใส่สุ่มไว้อย่างดี ของบำรุงพลังไก่เพียบ อาบน้ำล้างหน้าไก่ทุกวัน ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพื่อให้ไก่แข็งแรง จะได้มีหวังได้เป็นจ้าวสังเวียวน ซึ่งเป็นสิ่งปราถนาสูงสุดของเหล่าบ่าวเคิ๊น บ่าวเฒ่า และป้อเฮือนผูรักกีฬาชนไก่ เป็นชีวิตจิตใจ อันนี้เรื่องจริงครับ (บ่าวเคิ๊น=หนุ่มที่ไม่มีคู่สักที แม้วัยล่วงเลยเกินบ่าวไปแล้ว, บ่าวเฒ่า=ต่อยอดมาจากบ่าวเคิ๊น,ป้อเฮือน=ชายที่มีครอบครัวแล้ว หรือบรรดาพ่อบ้านทั้งหลายนั่นแล...)

ไก่ตัวผู้ ที่หมดสภาพนักสู้ หรือสู้แล้วแพ้มาหลายครั้ง เจ้าของมักจะตอบแทนด้วยการ เชือดคอทำลาบเสียเลย แล้วชวนพรรคพวกในวงนั่นแหละ มาช่วยกันทำกิน เป็นการกระชับสัมพันธไมตรีให้แน่นแฟ้นทางหนึ่งครับ ดูไปก็ค่อนข้างโหดร้ายสักหน่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นวิถีชีวิตของชาวล้านนา มาแต่ดั้งเดิมนานมาแล้วครับ

ลาบไก่จะอร่อย ต้องใช้ไก่สดๆ ที่เชือดกันสดๆ เพื่อที่จะรองเอาเลือดไก่สดๆ มาเป็นส่วนประกอบสดๆ ในการปรุงลาบสดๆ นั่นเองครับ (จะสดอีกนานมั้ย...) ว่ากันว่า ไก่ตัวผู้จะรสชาดดีกว่าไก่ตัวเมีย อันนี้ก็ไม่รู้จริงเท็จอย่างไรนะครับ แต่ที่แน่ๆ ในปัจจุบันนี้ ลาบไก่ ดูค่อนข้างหากินยากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก อาจเป็นเพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ไม่มีใครเลี้ยงไก่ไว้ในบ้านอีกต่อไปแล้ว จะมีก็คงจะเป็นเขตชนบทรอบนอกเท่านั้น ที่ยังคงมีไก่สดๆเป็นๆให้เชือดทำลาบได้ ส่วนในเมือง คงต้องหาร้านอาหารเหนือที่ใหญ่ๆสักหน่อย จึงจะมีเมนูนี้ไว้คอยบริการและหากใครคิดจะทำกินเองในบ้าน ก็คงต้องพึ่งตลาดสดเป็นที่ตั้งครับ แต่คงต้องปรับเปลี่ยนมาตรฐานความอร่อยกันสักนิด เพราะไก่สดที่ขายในตลาด อาจมีสิ่งที่จำเป็นในการปรุงลาบไก่ ไม่ครบถ้วน หรือไม่สด หรืออาจหาซื้อยาก แต่กระนั้นก็เถิด มันคงไม่เกินความสามารถของเราไปได้หรอกครับ ที่จะหาวัตถุดิบที่ดีที่สุด เท่าที่จะหาได้ มาปรุงเป็นลาบไก่ ไว้สังสรรค์กับญาติสนิท มิตรสหายที่บ้าน อย่างน้อย หลายๆคนช่วยกันทำคนละอย่าง เราก็ได้ความร่วมมือและสามัคคีกันในหมู่คณะ เพิ่มขึ้นอีกครับ

ลาบไก่
เครื่องปรุง
ไก่บ้าน ไก่จนก๊าน ไก่แก่ก็ว่ากันตามแต่จะหาได้ครับ 1 ตัว จะให้ดีต้องไก่ปู๊เขียวจนก๊าน ("ก๊าน" แปลว่า "แพ้" ส่วนคำว่า "แป๊" แปลว่า "ชนะ,(เอา)ไหว,(เอา)อยู่หมัด" ครับ...เช่น ยกบ่อแป๊ คือ ยกไม่ไหว ยก(ของ)แป๊ ก็คือ ยก(ของ)ไหว หรือ ไก่จนตั๋วนี้มันแฮงดี เอาแป๊ไก่ปู๊หางเหลืองได้ (ไก่ชนตัวนี้แรงมันดี เอาชนะไก่ชนอีกตัวได้)...ในละคงละครเห็นใช้กันไม่ถูก ขัดหูขัดใจหงุดหงิด จิตหงุมเงี๊ยวเป็นยิ่งนัก เรื่องล่าสุดเนี่ยะ "รอยไหม" ไงครับ (ไม่ต้องผวนคำนะ...) "ตั๋วจะตอผ้าแป๊เปิ้นบ่อได้เน่อ...เจ้านางหน้อย..."อ้าว ไหงงั้นล่ะ ไม่ให้ตูชนะอีก...ตัวละครจะเป็นแบบที่เรียกว่า คนเมืองจะเหลี่ยมจะเกี่ยม แปลว่า จะเมืองก็ไม่เมือง จะไทยกลางก็ไม่ใช่ แถมบางทีพูดสำเนียงแบบคนเมืองเชียงใหม่อยู่ดีๆ พอจะจบประโยค อ้าว เปลี่ยนสำเนียงกลายเป็นคนเมืองเชียงราย คนเมืองน่านไปซะฉิบ...มหัศจรรย์ใจไทยล้านนาครับ...อ้าว...คุยเรื่องลาบไก่ ไถไปละครทีวีอีกและ...ได้ไงเนี่ยะ...อี่เม้ยเหยยยยยยย...)
ตะไคร้(1) 2 ต้นซอยบางละเอียด
ตะไคร้(2) 1 ต้น ทุบพอแตก หั่นเป็น 3 ท่อน
ตะไคร้(3) 1 ต้น
ใบมะกรูด(1) 20 ใบ(ไม่ต้องเอาแกนใบออก)
ใบมะกรูด(2) 5 ใบฉีกเส้นแกนออก
ข่าอ่อน 7-10 แว่น
หอมแดง(1) ทุบพอแตก 7 หัว
หอมแดง(2) 20 หัว ซอยละเอียด
กระเทียม 30 กลีบ โขลกให้แหลก
กะปิ 1 ช้อนชา
พริกดำ 3 ช้อนโต๊ะ
ผักชี ซอยละเอียด
ต้นหอม ซอยละเอียด
ผักไผ่ ซอยละเอียด
เกลือป่น

วิธีทำ(ขั้นเตรียม)
ไก่กุ๊กๆหนึ่งตัว แยกเป็นส่วนๆดังนี้ครับ



  • เนื้อไก่ เลาะเอาแต่เนื้อล้วนๆ แยกไว้ส่วนหนึ่ง ตัดเอ็นออกให้หมดครับ

  • เครื่องในไก่

  • หนังไก่ เลาะออกมาแล้วหั่นเป็นชินเล็กๆ แยกไว้

  • กระดูกและตัวถังไก่...เอ้อ...โครงไก่น่ะครับ แยกไว้อีกส่วน

  • เลือดไก่
1. แรกสุด นำกระดูก และโครงไก่ มาใส่หม้อตั้งไฟกลาง เติมน้ำลงไปพอท่วม ใส่ข่า ตะไคร้ทุบ ใบมะกรูดฉีก กะปิ และหอมแดงลงไป ต้มให้เดือดไปเรื่อยๆ กระดกเหล้าตองไปตวยกั๋น โฮ้ย...สวรรค์แต๊หนา...
2. นำเนื้อไก่มาหั่นเป็นชิ้น เพราะจะทำให้สับง่ายขึ้น จากนั้นก็ซอยตะไคร้(3)ใส่ลงไปรวมกับเนื้อไก่ แล้วสับครับ...สับให้ละเอียดเลยทีเดียว โดยคอยเติมเลือดลงไปขณะที่สับ ทีละน้อย สับจนกระทั่งเนื้อไก่ ตะไคร้ และเลือดเป็นเนื้อเดียวกัน พักไว้
3. หนังไก่ที่สับแล้ว เอาใส่ลงในกระทะ ตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน ไม่ต้องใส่น้ำมันครับ เพราะเมื่อมันร้อนได้ที่ น้ำมันไก่จะออกมาเอง คอยใช้ตะหลิวผัดตลอดเวลาก็แล้วกัน อย่าได้วางมือเชียว เพราะหนังไก่จะติดกระทะ และไหมซะก่อน เมื่อมีน้ำมันไก่ออกมาแล้ว ทอดต่อครับ ทอดไปจนหนังไก่เหลืองกรอบ จึงตักขึ้นพักไว้
4. เครื่องในไก่ที่ล้างทำความสะอาดแล้ว มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ ก่อนนำไปทอดในน้ำมันไก่ที่ได้ โดยเติมน้ำมันพืชลงไปอีก กะพอท่วมชิ้นเครื่องใน ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน จนเครื่องในแห้งและกรอบ จึงตักขึ้น พักไว้ อย่าแอบจิ๊กกินแกล้มเหล้าจนหมดล่ะ!
5. นำตะไคร้(1) ใบมะกรูด(1) หอมแดง(2) และกระเทียมลงทอดให้กรอบ ทอดทีละอย่างนะพ่อคุณ ใจ๋เย็นๆเต๊อะ...ตุ๊ปี้เหย...เสร็จแล้วก็ตักขึ้นพักไว้ รอให้เย็นครับ...

วิธีทำ(ขั้นปรุง)



  1. ตักน้ำต้มไก่ใสในภาชนะที่จะใช้ยำ ประมาณ 2 ทัพพี เติมพริกดำ (โดยมากจะใส่กันแค่ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แต่อ้ายกราพ๊มมันชอบกินเผ็ด ก็เลยล่อซะ 3 ช้อนโต๊ะ...แสบตุ๊สไปเลยกรู...) และเกลือป่น คนให้เข้ากัน (ลาบเหนือส่วนใหญ่จะใส่ชูรสลงไปด้วยประมาณ 1/3 ช้อนชา เพิ่มรสชาดครับ) ชิมรสเผ็ด เค็ม

  2. ใส่เนื้อไก่สับ ต้นหอม ผักชี และผักไผ่ลงไป คนให้เข้ากันดีกับพริกดำ

  3. หากจะกินดิบ ก็ใส่เครื่องในไก่ทอด หนังไก่ทอด ตะไคร้ทอด หอมแดงทอดลงไปในขั้นตอนนี้ เมื่อคนเข้ากันแล้ว ตักใส่จาน โรยด้วยกระเทียมเจียว และใบมะกรูดทอด เสิร์ฟได้เลยฮะเจ้า...

  4. หากจะกินสุก ก็เอาเนื้อไก่สับที่ปรุงรสแล้วในขั้นตอนที่ 2 ไปรวนกับน้ำมัประมาณ 1 ทัพพี (น้ำมันที่เหลือจากการทอดเครื่องกรอบ) จนสุกดี จึงตักขึ้นมา ใส่ของทอดลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมผักชี ต้นหอม และผักแพรวได้อีกเล็กน้อย ตักใส่จานโรยกระเทียมเจียวและใบมะกรูดทอด เสิร์ฟพร้อม "ผักกับลาบ"

  5. ส่วนน้ำซุปตัวถังไก่ เอามาปรุงเพิ่มเติม โดยใส้พริกขี้หนูทุบ น้ำปลา น้ำมะนาว ชูรสเล็กน้อย เสิร์ฟเป็นซุปแก้เผ็ดได้ครับ
มีอาหารอีกอย่างที่ปรุงจากไก่ ซึ่งน่าจะเป็นประเภทหนึ่งของลาบ ที่ต่อยอดออกมา (อันนี้ผมสัณนิษฐานเอาเองเน้อ...) เพราะว่าเครื่องปรุงเครื่องเทศ ก็ใช้อย่างเดียวกับการทำลาบ นั่นก็คือ "ยำจิ๊นไก่" ครับยำจิ๊นไก่ที่เห็นกันในปัจจุบัน จะมีลักษณะคล้ายแกงซะมากกว่า เพราะว่าใส่น้ำซะไก่จมเลย...ยำจิ๊นไก่โบราณ ผมว่าไม่น่าจะใส่น้ำมากมายขนาดนี้หรอกนะครับ เพราะมันถูกเรียกชื่อว่า "ยำ" ก็น่าจะมีปริมาณน้ำแค่ขลุกขลิกมากกว่า อย่างลาบน้ำโตมไงครับ เพียงแต่ยำจิ๊นไก่ จะใช้ไก่ต้มสุกแล้ว มาฉีกเป็นเส้นๆ แล้วยำแบบเดียวกับลาบนี่แหละครับ

ยำจิ๊นไก่ นิยมใช้ไก่สาวรุ่นๆมาปรุงกันครับ และต้องเป็นไก่บ้านด้วยนะ...ว่ากันว่าเนื้อกำลังนุ่ม หวานหอมพอดี ตัวไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป เหมาะสำหรับทำกินเป็นอาหารเย็นภายในครอบครัวครับ หลังจากที่เชือดไก่ให้ตายแล้ว...(ฟังดูโหดอีกแล้ว...) ก็นำมาถอนขนออกให้หมด กำจัดขนอ่อนด้วยการเอาเผาไฟ แล้วค่อยมาจัดการแยกชิ้นส่วนครับ เรามาดูกันครับ

ยำจิ๊นไก่
เครื่อปรุง
ไก่สาวรุ่น 1 ตัว แยกชิ้นส่วนให้เรียบร้อยครับ ตัวไก่(ทั้งตัว)ไม่ต้องตัดตีนออกนะครับ ตัดแค่เล็บไก่ออก และตัดจงอยปาก บีบเอาขี้มูกไก่ออกให้หมด (ขี้มูกไก่ จะเป็นเมือกเหนียวๆนั่นแหละครับ) ผ่าท้องแล้วควักเครื่องในไก่ออกมาทำความสะอาดครับ พวงตับระวังถุงน้ำดีแตกนะครับ มันจะเป็นถุงดำๆติดอยู่ค่อยๆใช้มีดปาดออกทิ้งครับ ส่วนไตไก่ ผ่ากลางแล้วลอกพังพืดด้านในของไตออกทิ้ง ล้างให้สะอาดครับ ส่วนไส้ไก่ เท่าที่เห็นทำกัน มักจะเอาทิ้งครับ แต่ว่า...ของอร่อยเลยนะนั่น เอามาล้าง โดยปลิ้นเอาด้านในออกมา รูดเอาเมือกและขี้ไก่อ่อนออกให้หมดจดครับ ผึ่งให้แห้งแล้วเอามาหมักกับเกลือป่นสัก 15 นาที จะทอดกรอบก็อร่อย จะพันไม้ปิ้งไฟอ่อนๆก็สุดยอดครับ
ข่าอ่อน 5 แว่น
ตะไคร้ 2 ต้น ทุบพอแตก แล้วหั่นแฉลบเป็นสามท่อน
กระเทียมไทย 1 หัว
หอมแดง(1) 5 หัว
หอมแดง(2) 5 หัว แกะเปลือกแล้วซอยบางๆ
กะปิ 1 ช้อนชา
ขมิ้นชันหั่นแว่น 5-6 แว่น
พริกดำ 2 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสด 5-6 เม็ด
ผักชี ต้นหอม หั่นหยาบ 1 ช้อบโต๊ะ
ผักไผ่หั่นหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า ใส่หม้อพอให้ท่วมหลังไก่น่ะครับ

วิธีทำ


  1. โขลกกระเทียม หอมแดง ขมิ้น และกะปิให้แหลกก่อน แล้วเติมพรกดำลงไป โขลกให้เข้ากันอีกครั้ง ไม่ต้องละเอียดมากก็ได้ครับ

  2. ตั้งหม้อใส่น้ำ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ข่าอ่อน ตะไคร้ และไก่ลงไป ต้มให้ไก่สุก แล้วปล่อยให้เย็น

  3. ตักเอาไก่ขึ้นมา ฉีกเนื้อเป็นชิ้นพอคำ ใส่จานไว้ก่อน ส่วนพวกกระดูก และเอ็นไก่ใส่กลับลงไปในหม้อครับ

  4. ใส่เครื่องที่โขลกไว้ ใส่ลงในชามผสม ตักน้ำต้มไก่ใส่สักสองสามทัพพี ปรุงรสด้วยเกลือป่นและชูรส รสชาดจะออกเค็ม-เผ็ด และหวานน้อยๆจากน้ำต้มไก่กับหอมแดงครับ ได้ที่แล้วก็เอาเนื้อไก้ที่ฉีกเตรียมไว้ลงไปคลุกถ้ามันแห้งไป ก็เติมน้ำต้มไก่เพิ่มได้ สูตรนี้เอาแค่น้ำขลุกขลิกครับ ใส่พริกขี้หนู หอมแดงซอย ผักชี ต้นหอม และผักแพงแพวลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง

  5. ตักใส่ชาม เสิร์ฟครับ

  6. ส่วนกระดูกไก่กับน้ำต้มไก่ ยกขึ้นตั้งไฟอีกรอบครับ เคี่ยวสัก 20 นาที โดยใช้ไฟอ่อน กระดูกโครงไก่จะเปื่อย เคี้ยวมันดี เคี่ยวได้ที่แล้ว ก็จัดการทุบพริกขี้หนูใส่ลงไป ปรุงรสเค็มด้วยเกลือป่น เติมเปรี้ยวด้วยมะนาว หยอดชูรสนิดหน่อยพอเป็นกระสาย ซดน้ำลื่นคอ แก้เผ็ดดีนักแล...
เห็นไหมครับ วิธีการปรุงก็ไม่ต่างไปจากลาบเลย จึงทำให้ผมคิดว่า น่าจะเปลี่ยนชื่อจาก ยำจิ๊นไก่ มาเป็น ลาบไก่ต้ม หรือส้าไก่ต้มซะมากกว่าเนอะ...

พบกันใหม่ ในภาคต่อไปครับผม
มีความสุขกันเยอะๆนะครับ
Mr.Ken